9.10.13

EF2013 8 ตุลาคม 2556 พบกับองค์กรเสรีภาพสื่อ และโปรดิวเซอร์ "60 Minutes"

8 ตุลาคม 2556

ร่วมประชุมกับองค์กรที่ติดตามเสรีภาพสื่อ และพูดคุยกับสื่อรุ่นใหญ่ผู้มากประสบการณ์ในวันนี้ สองนัดในวันที่สอง
นัดแรกตอนเช้า พบกับตัวแทนจาก Freedom House งานนี้ขอติดตาม คุณสฤณี อาชวานันทกุล ที่ติดต่อกับ Freedom House ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะอยากมาคุยเรื่องที่ฉันถูกฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาท โดย กสทช.
พูดถึง Freedom House หลายท่านอาจจะเคยผ่านตาไปบ้างกับรายงานที่ออกมาติดต่อกันต่อเนื่องทุกปี คือ Freedom of the Internet (ฉบับล่าสุด 2013 ออกแล้ว) และ Freedom in the World เป็นการรวบรวมข้อมูลการทำงานของสื่อมวลชนในแต่ละประเทศ 



เจ้าหน้าที่และนักวิจัยทั้งสามท่านที่มาร่วมพูดคุยในวันนี้ ดูแลด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภาพรวมของ Internet Freedom คือคุณ Isabel, Craig  และคุณ Ilana ทั้งสามท่านสนใจอย่างมากเรื่องสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับการทำงานของสื่อมวลชน และการถูกปิดกั้นในการนำเสนอ และเรื่องที่สื่อถูกคุกคาม เช่นกรณีการหายตัวไปของ คุณสมบัด สมพอน หรือ การปฏิรูปสื่อในพม่า และกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย  และการปิดกั้นสื่อในเวียดนาม

นอกจากการทำงานวิจัย และประเมินสถานภาพสื่อแล้ว ภารกิจหลักของ Freedom House ก็คือการจัดหาเงินทุนเพื่อช่วยเหลือผู้สื่อข่าว ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หรือ เงินกองทุนฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือในการจัดหาทนายความ และการต่อสู้ทางกฎหมาย ในกรณีที่ผู้สื่อข่าวถูกคุกคาม หรือถูกฟ้องร้อง

ผู้สื่อข่าวสหรัฐ ทำงานภายใต้ความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมี  1st amendment ที่ระบุถึงการปกป้องเสรีภาพของสื่อมวลชน
AMENDMENT I
Congress shall make no law respecting an establishment of religion, or prohibiting the free exercise thereof; or abridging the freedom of speech, or of the press; or the right of the people peaceably to assemble, and to petition the government for a redress of grievances.
Freedom House เป็นองค์กรที่ดูแลเสรีภาพสื่อ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ได้มาจากการสนับสนุนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ USAID  และรัฐบาลสหรัฐ ฉะนั้นปัญหา Government Shutdown เริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรนี้ในระดับหนึ่งแล้ว ที่โครงการในบางประเทศอาจจะต้องผ่านการทบทวน โดยขึ้นอยู่กับนโยบายการต่างประเทศเป็นหลัก




อีกหนึ่งนัดในตอนบ่าย เป็นช่วงเวลาที่ได้รับฟัง คุณ “Charles Lewis” อดีตโปรดิวเซอร์มือทองของรายการข่าวสืบสวนชื่อดัง “60 Minutes” นั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเอง

คุณชาร์ลส เล่าให้ฟังว่าเริ่มต้นชีวิตนักข่าวตั้งแต่อายุ 17 ปี จากการฝึกงานกับสถานีโทรทัศน์เครือข่ายดังๆก่อน ตอนเด็กไม่คิดว่าจะเป็นนักข่าว แต่คงมีอะไรบางอย่างในตัวเองที่มีสายเลือด “ขบถ” และเป็นหนึ่งในนักศึกษาฝึกงานที่ได้ร่วมงานในการทำข่าวสืบสวนชื่อดัง “Watergate” ที่อื้อฉาวมากจนอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ต้องลาออก คุณชาร์ลส บอกว่าตอนแรกส่งใบสมัครแล้วไม่ผ่านอยู่หลายรอบ แต่ไม่ยอมแพ้สมัครแล้ว สมัครอีก จนได้ทำงานในที่สุด และจากนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่ยอมหยุด

งานที่สร้างชื่อเป็นที่จดจำก็คือ โปรดิวเซอร์ รายการ “60 Minutes” ที่ติดอันดับรายการข่าวสืบสวนขึ้นแท่น เป็นต้นแบบของการทำข่าวแนวนี้ที่นักข่าวทั่วโลกเรียนรู้ และศึกษาเป็นแบบอย่าง  เป็นรายการที่ออกอากาศทาง CBS จากนั้นผันตัวมาร่วมก่อตั้ง สำนักข่าวเชิงสืบสวน “Center for Public Integrity” ร่วมกับคุณ Bill Buzenberg  (ที่ดิฉันได้พบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม) คุณ Charles บอกว่าช่วงที่อยู่ CPI ทำงานหนัก ทุ่มเทมาก ติดต่อกัน 15 ปี สัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 100 ชั่วโมง แถมยังออกหนังสือ 14 เล่ม ภายในเวลา 15 ปีที่ยุ่งๆนั้นด้วย  และได้รับรางวัลมากถึง 35 รางวัลด้านงานข่าว

สำนักงานที่เรา (คุณสฤณี โอมาร์ EF Fellow จากฟิลิปปินส์ และฉัน) ไปนั่งคุยคือ “Investigative Reporting Workshop” ที่คุณ Charles ก่อตั้งขึ้น หวังจะพัฒนาวงการ และสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อทำงานข่าวด้านนี้ต่อไป แต่จะร่วมงานหรือเข้ามาเรียนกับคุณ Charles ไม่ง่ายนะคะ แค่จะฝ่าด่านเข้ามาเป็นนักเรียนก็ยากแล้ว นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นระดับปริญญาโท และขอย้ำว่า ไม่มีนักศึกษาคนไหนเรียนสายนิเทศศาสตร์เลย คุณ Charles บอกว่าไม่เชื่อว่านักข่าวที่ดีต้องเรียนจบด้านสื่อสารมวลชน แต่ควรจะมีความรู้เฉพาะทางในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ข้อคิดจากคุณ Charles สำหรับผู้ต้องการเป็นนักข่าวสืบสวนคือ “จงให้ความสำคัญกับความแข็งกร้าว (aggressive) เพื่อที่จะเดินหน้าทำงานข่าวเชิงลึก”


ย่อยมาฝากกันประมาณนี้สำหรับวันนี้ค่ะ

8.10.13

นัดแรกกับ Eisenhower Fellowships 2013

7 ตุลาคม 2556 กับ Eisenhower Fellowships 

Eisenhower Fellows 2013 Southeast Asia Program:
Group Photo at Four Seasons Hotel
Philadelphia 

ค่อยๆเริ่มมาประมาณ 1 สัปดาห์เต็ม สำหรับการเดินทางไปกับ Eisenhower Fellowships 2013 โครงการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “Eisenhower Fellowships 2013: Southeast Asia Program” ก่อนอื่นขออธิบายสั้นๆเกี่ยวกับ EF ก่อนนะคะ ซึ่งได้เขียนไปแล้วใน blog ก่อนหน้านี้ EF คือองค์กรเอกชน (private) ไม่แสวงหาผลกำไร (non-profit organization) และไม่อิงกับพรรคการเมืองใด (non-partisan) ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1953 ปีนี้อายุครบ 60 ปีเต็ม  ชื่อ Eisenhower ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ “Dwight D. Eisenhower” ผู้สร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติ และเป็นผู้ทำงานในฐานะทหาร รัฐบุรุษ และ เป็นผู้นำระดับโลก 

ทุกวันนี้ EF มีผู้ได้รับทุนไปแล้ว 2000 คน โดย 1700 คนยังมีชีวิตอยู่  EF นำ “ผู้นำรุ่นใหม่” มาพบกัน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และเสริมพลังซึ่งกันและกัน เพื่อพูดคุยฉันท์มิตร และสร้างเครือข่ายในระดับโลก เพื่อสร้างสรรค์ความร่วมมือสร้างความยุติธรรม และสันติภาพในระดับโลกต่อไป

แต่ละปี EF จะส่ง ผู้ได้รับทุนจากสหรัฐ เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำความรู้จักกับนานาประเทศ ขณะที่โปรแกรม “multi nations” จะมีผู้ได้รับทุนจากนานาประเทศเดินทางไปสหรัฐทุกปี เพื่อทำความรู้จักกับสหรัฐ ตามหัวข้อที่ผู้ได้รับทุนแต่ละท่านต้องการ โปรแกรมที่ฉันเดินทางมาครั้งนี้คือ “single region program” ที่มี ผู้ได้รับทุนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 22 คน มาในโปรแกรมเดียวกันในปีนี้ ตัวแทนจากไทยมากัน 5 คน คือ รัฐพล ภักดีภูมิ ดร.วิรไท สันติประภพ อ.ปริญญา หอมอเนก คุณสฤณี อาชวานันทกุล และฉัน


จากซ้าย คุณรัฐพล ภักดีภูมิ ณัฏฐา โกมลวาทิน สฤณี อาชวานันทกุล วิรไท สันติประภพ ปริญญา หอมเอนก
EF Fellows from Thailand 2013 

โปรแกรมของแต่ละคนที่เข้าร่วมจะแตกต่างกันออกไปค่ะ โดยขึ้นอยู่กับการงาน ความสนใจของแต่ละท่านเพื่อนำไปต่อยอดกับงานที่ทำอยู่ปัจจุบัน โดยจะมีเดินทางร่วมกันบ้าง ไปเดี่ยวๆบ้าง ทั้ง 22 คน จะต้องมาพบกันในช่วงกลางโปรแกรม (เดิมต้องพบกันที่ Grand Canyon แต่อาจจะต้องเปลี่ยนเพราะต้องปิดในช่วง Government Shutdown) จากนั้นแยกกันอีกประมาณ 10 วัน แล้วกลับไปเจอกันที่ Philadelphia จุดเริ่มต้นที่พบกัน และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ Eisenhower Fellowships ด้วย

โดยสรุปฉันได้วางการประชุมไปแล้วตลอด 7-สัปดาห์ หรือประมาณ 50 วัน แต่ยังมีบางนัดในบางเมืองที่ยังไม่ได้ยืนยัน กำหนดที่วางไว้ของฉันคือพูดคุยกับผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชน และติดตามการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิตอล คุยกับองค์กรด้านสื่อ มหาวิทยาลัยที่เน้นการใช้สื่อดิจิตอล เป็นต้น

ตารางโดยคร่าวๆมีดังนี้
1-4 ตุลาคม Philadephia ทำความรู้จัก และเรียนรู้เกี่ยวกับ EF
5-10 ตุลาคม Washington DC  คุยกับองค์กรสื่อ และ นักการเมืองหญิง, CPB
11-15 ตุลาคม New York  ไป CBS, New York Times, NBC, CPJ
16-19 ตุลาคม Atlanta ไป CNN และเข้าร่วม News Conference in Atlanta
20-22 ตุลาคม Portland ไป Tumull Center และ Digital Media
23-24 ตุลาคม San Francisco  - Chevron
25-29 ตุลาคม Phoenix ยังไม่ยืนยัน
30-31 ตุลาคม Boston
1-6 พฤศจิกายน New York
7-9 พฤศจิกายน  St. Louis for a conference
10-13 พฤศจิกายน Philiadelphia
14 -15พฤศจิกายน New York breakfast with Henry Kissinger
16  ออกจาก Newark Airport...

นัดที่เริ่มต้นขึ้นในวันนี้คือ Center for Public Integrity 

พบกับ คุณ Bill Buzenberg, Executive Director the Center for Public Integrity 

หนึ่งในผลงานของ CPI เปิดโปงผลประโยชน์ในการเมืองกับวงการน้ำมัน

คุณ Bill Buzenberg บอกว่าเชื่อมั่นว่าความโปร่งใสจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนฉ้อโกง

The Center for Public Integrity  เข้าไปติดตามเวปนี้ได้


การประชุมอย่างเป็นทางการ (ไม่ค่อยทางการเท่าไร) กับคุณ Bill Buzenberg  ผู้บริหารของ the Center for Public Integrity เวปข่าวที่เน้นข่าวสืบสวน (investigative journalism) ก่อตั้งมาเกือบ 25 ปี เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ไม่อิงพรรคการเมือง เน้นความโปร่งใส โดยรับเงินบริจาคจากมูลนิธิต่างๆ และผู้คนทั่วไป จะขึ้นรายชื่อของผู้บริจาคให้เห็นชัดเจน  นั่งคุยกับคุณ Bill แล้วได้รับทราบถึงความภาคภูมิใจในการทำงาน และความมุ่งมั่นที่จะต้องทำข่าวเปิดโปง โดยเฉพาะ เรื่อง “คอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ และการเมือง” คุณบิล บอกว่าปัญหาเกิดขึ้นอย่างหนักในสหรัฐ และเป็นปัญหาใหญ่หลวงมาก ดูจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีที่แล้ว มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นว่าการเมืองกับเรื่องเงินแยกกันไม่ออก  นัดวันนี้ขอบคุณคุณสฤณี อาชวานันทกุล  blogger และนักเขียน นักแปลชื่อดัง ที่ช่วยแนะนำ และให้พ่วงไปด้วย โปรแกรมครั้งนี้จะไปเยือนหลายองค์กรที่ตรงกับคุณสฤณีค่ะ 

มีงานที่รอเปิดเผยอยู่หลายเรื่องที่คุณ Bill บอกว่าเตรียมการเปิดตัวไว้แล้ว แต่ขออุบรายละเอียดไว้ก่อน ที่แน่ๆมีเรื่องการเปิดโปงการโอนเงินออกนอกประเทศ หรือ “off shore leaks” โดยนักการเมืองทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ขณะนี้กำลังเก็บข้อมูลอย่างหนัก และเริ่มเปิดเผยออกมาบางส่วนแล้ว ฉบับเต็มๆต้องรอเปิดตัวกันเร็วๆนี้

คุณบิลระบุว่า เชื่อเรื่องความโปร่งใส  “ทฤษฎีของผมคือความโปร่งใสจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้”

อีกนัดที่วันนี้ได้คุยกันแบบรวดเร็วคือคุณ  Seung Min Kim นักข่าวเอเชียน-อเมริกัน รุ่นใหม่ไฟแรง ที่ทำข่าวการเมืองในสภาคองเกรสมา 4-5 ปีแล้ว อยู่กับสำนัก Politico บอกว่าต้องการสะท้อนเสียงคนเอเชียน-อเมริกัน ในวงการการเมืองสหรัฐ ที่ผู้สื่อข่าวอเมริกันทั่วไปอาจจะมองข้าม และคิดว่าจะอยู่ในวงการต่อไปอีกอย่างน้อย 10 ปี ตอนนี้ชัดเจนว่าต้องการเติบโตในความเป็นผู้สื่อข่าวการเมืองที่สภาคองเกรส

อีกหนึ่งนัดที่คุยสบายๆที่ร้านกาแฟ นักข่าวจาก Politico นัดใกล้ถิ่นของเธอ แถว the U.S. Capitol 


                คุณ Seung Min Kim  บอกว่าอย่าได้ประมาทเสียงของคนเอเชียน-อเมริกันในสหรัฐ เพราะว่าในการเลือกตั้งปีที่ แล้ว มิตต์ รอมนีย์ แทบจะไม่ได้คะแนนจากฐานเสียงกลุ่มนี้เลย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องศึกษากันอย่างจริงจังว่าการเมืองในสหรัฐ จะถูกกำหนดโดยคน  “หลากหลายชาติพันธุ์” อย่างไร  


                Poitico เป็นหนังสือพิมพ์การเมืองที่จำหน่ายเฉพาะในกรุงวอชิงตันดีซี และเน้นนักการเมือง ส.ส ในสภาคองเกรสเป็นหลัก ได้รับรายได้จากโฆษณา

Politico เวป Politico 

จะติดตามวันอื่นๆมาเล่าสู่กันฟังต่อนะคะ ว่าพบกับใคร คุยอะไรกัน 
Stay Tuned! 

30.9.13

7-week mission of Eisenhower Fellowships 2013

Eisenhower Fellowships 2013: Southeast Asia Program (SEARP)

The day one has already started with “Eisenhower Fellowships 2013 Southeast Asia Program (SEARP). I am more than honored to be one among five fellows from Thailand, and one among 25 fellows from ASEAN. The fellows  from Thailand this year are Sarinee Achavanuntakul, Rathapol Bhakdibhumi, Prinya Hom-Anek, Dr. Veerathai Santiprobhob and me.




The Eisenhower Fellowships program is a 7-week program prepared according to interests of each fellow. The EF has been on for more than 60 years and the best part of it, we were told, is expansion of our horizons through network of nearly 2000 EF fellows around the world.

For me, it is a great and luxury opportunity to, well take a so-called “break” from my daily routine at work for 7-week. (One condition of the EF is fellows should not work at all during the program) I guess every fellow has to manage at some point and with the raising demand from 24-7 connected society, it seems getting harder to completely ignore our work.



Anyhow, welcome speech by John S. Wolf, President of EF does help a lot when he said “it is also the time to trust that your colleague can really cover your job while you are away,” Thanks to the management at the ThaiPBS especially MD Somchai Suwanban to grant green light for me to be here, and not least supportive colleagues of “This is  ThaiPBS” program, I fully acknowledge I am burdening you for 50 days!  



All 25 fellows will be in Philadelphia for the first five days, and then we will go on our own separate programs to different cities, and different states. Perhaps, some destinations can be overlapped, but the unique character of this EF is to respond to an individual requests.

My interests in the EF program is mainly in media, transition of traditional to social media, ASEAN, and women leadership. Thus from now until 16 November, it will be a great time to “meet” with leaders from different areas which I have chosen.  

Stay tuned!

เริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการแล้ว สำหรับโปรแกรม Eisenhower Fellowships 2013 Southeast Asia Program (SEARP) ที่จะกินเวลายาวนาน 7 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการลาจากงานนานที่สุดในรอบกว่า 5 ปี กับการทำงานที่ ThaiPBS 

ทุน EF ปีนี้ให้ความสำคัญกับ “ผู้นำรุ่นใหม่” จากสาขาต่างๆในอาเซียน รวม 25 คน เพื่อที่จะได้นำความสนใจของตนเอง มาต่อยอด ศึกษา และพูดคุยกับ “ผู้นำ” ในแต่ละวงการในสหรัฐ  ปีนี้ผู้ได้รับทุนจากประเทศไทยคือ สฤณี อาชวานันทกุล ปริญญา หอมอเนก รัฐพล ภักดีภูมิ ดร.วิรไท สันติประภพ และฉัน  นอกจากจะยินดีมากแล้วที่ได้พบกับตัวแทนจากประเทศไทย “เพื่อนๆ” EF จากประเทศในอาเซียนล้วนแล้วแต่หลากหลาย มีจากวงการธุรกิจ ประชาสังคม กองทัพ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้กำกับภาพยนตร์ เป็นต้น  

โดยรวมกับ 50 วัน ในโปรแกรม แต่ละคนจะมีนัดพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบรรดาผู้บริหารที่นัดไว้ประมาณ  60 นัด  ฉันเลือกดูงานด้านสื่อ ยุคการเปลี่ยนผ่านไปสู่สื่อสังคมและดิจิตอล องค์กรสื่อ ผู้หญิงกับความเป็นผู้นำ และยุทธศาสตร์สำหรับอาเซียน  องค์กรที่นัดไว้มีหลากหลาย เช่นสำนักสื่ออย่าง PBS, CBS , Washington Post, New York Times, Nieman Lab, Thai Studies at Harvard University  และอื่นๆอีกมากมาย

ขอบคุณผู้บริหาร ThaiPBS โดยเฉพาะ ผอ.สมชัย สุวรรณบรรณ ผู้สนับสนุนและเปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้โลกกว้าง และที่ไม่ลืมเป็นอย่างยิ่งคือเพื่อนร่วมงานหลายท่าน ต้องคอยดูแลรายการ และทำหน้าที่แทนช่วงที่ฉันไม่อยู่ ขอบคุณมากๆค่ะ

ขอบพระคุณ EF “รุ่นพี่” ในเมืองไทย อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ คุณสนิทสุดา เอกชัย และคุณสุภิญญา กลางณรงค์ สำหรับคำแนะนำทุกเรื่องค่ะ

ประสบการณ์ และมุมมองที่ได้จะนำมาย่อยให้ท่านๆได้ติดตามกันต่อไปค่ะ


22.9.13

Julie Chen and her secret revealing จูลี่ เฉิน และความลับว่าต้องทำตาสองชั้นเพื่อหน้าที่การงาน


มีเรื่องที่อาจจะดูเป็นเรื่องเล็ก และไม่มีสาระในสายตาคุณผู้ชาย แต่สำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องใหญ่มาก
เรื่องของ “ความสวย และความก้าวหน้าในอาชีพการงาน”

มีข่าวที่สร้างความฮือฮาในสหรัฐไม่น้อย เมื่อ Julie Chen หนึ่งในพิธีกรรายการ “The Talk” เปิดเผยความลับของเธอกลางรายการทีวีว่า เธอต้องไปทำศัลยกรรมให้ตาโตขึ้น เพื่อที่จะเติบโตในงานผู้ประกาศหน้าจอโทรทัศน์

เหตุเกิดเมื่อปี 1995 วันที่เธอยังเป็นนักข่าวท้องถิ่นที่เมือง Dayton เธอเป็นนักข่าวภาคสนาม และบอกกับผู้บริหารว่าอยากจะขอโอกาสเป็นผู้ประกาศหน้าจอบ้าง ถ้าเผื่อมีคนลางาน หรือทำแทนในวันหยุดก็ได้ ปรากฏว่าผู้บริหารชายท่านนั้นบอกว่า

“คุณคิดว่าหน้าตาคุณเป็นแบบนี้จะมีคนดูเหรอ หน้าตาคุณออกจีนๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนในท้องถิ่น และถ้าให้ผมพูดตรงๆก็คือ ตาคุณที่เป็นแบบนี้ (ตาชั้นเดียว) ดูไม่น่าสนใจ ดูน่าเบื่อ และดูไม่ตื่นตัว”

จูลี่ บอกว่าความเห็นที่ออกมาแบบนั้น เสมือนมีดสั้นที่ทิ่มแทงหัวใจ เสมือนกับการพูดตัดโอกาสว่าชาตินี้เธอจะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าใดๆ ก็เพราะว่ามีตาชั้นเดียว เหมือนหมวยจีนทั่วๆไป

ต้องบอกไว้ก่อนว่าจูลี่ เป็นที่ยอมรับอย่างมากเรื่องความสามารถ สัมภาษณ์คนได้อย่างดี ทำข่าวได้เยี่ยม 

พอถูกเจ้านายวิพากษ์เรื่องหน้าตาตรงๆ เธอเลยคิดหนัก แทบจะเสียความมั่นใจในตัวเอง และยิ่งพอได้คุยกับเอเจนต์หางาน ก็ยิ่งคิดหนัก เพราะเอเจนต์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทางออกเดียวคือต้องไปทำตาสองชั้น (วงการผู้ประกาศในสหรัฐแข่งกันดุมาก นอกจากจะต้องเก่งมากแล้ว ภาพลักษณ์หน้าจอเป็นเรื่องตัดสินด้วยว่าจะได้งานหรือไม่ได้งาน)

ในที่สุดเธอตัดสินใจไปทำ และหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างที่เห็น

แน่นอนว่าเธอดูตาโตขึ้น ดูสวยขึ้น และหน้าที่การงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จูลี่ บอกว่าไม่เคยออกมาเปิดเผยตรงๆแบบนี้ แต่คนที่เห็นเธอก็คงรู้ว่าเธอไปทำตามาแน่นอน และต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าตาที่ไปกรีดสองชั้นมาจะสวยเข้าที่อย่างที่เห็น

เรื่องนี้มีทั้งเรื่องความสวย เรื่องชาติพันธุ์ความเป็นคนจีนในสังคมสหรัฐ และหน้าที่การงานของผู้หญิง

เรื่องราวของจูลี่  สำหรับสังคมอเมริกันคือการเหยียดชนชาติ (racism) ว่าวงการสื่อไม่ยอมรับความสวยแบบจีนๆ
แต่เรื่องราวของจูลี่ สะท้อนภาพรวมว่าผู้หญิงเมื่อก้าวสู่โลกสาธารณะ มีหลายอย่างเป็นปัจจัยที่จะตัดสินว่าพวกเธอจะเดินต่อไป หรือ “ไม่ได้” เดินต่อไปในอาชีพการงาน  ความสามารถล้วนๆไม่พอ

ด้านหนึ่งจูลี่ได้รับความเห็นใจและได้รับการสนับสนุนอย่างมากที่ “กล้า” เปิดเผยเรื่องราวของเธอให้คนรับรู้ แต่อีกด้านหนึ่งยังมีคนค้านเช่นกันว่าที่เธอยอมถูกกรีดตา ก็เพื่อจะได้ “ความสวย” มาครอบครอง โดยที่ไม่ยอมต่อสู้

การตัดสินใจของจูลี่ คงเป็นเรื่องที่คิดแทนกันไม่ได้ แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า “มาตรฐานของความสวย” ที่ตั้งไว้โดยสังคม อาจจะกำลังเป็นหอกทิ่มแทงผู้หญิงจำนวนมาก และสร้างความทุกข์ให้กับผู้หญิงจำนวนมากเมื่อพวกเธอคิดว่า “สวยไม่ได้มาตรฐาน” ตามที่สังคมบอกไว้


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความสวย หน้าตา เป็นปัจจัยสำคัญต่อโลกแห่งการทำงานของผู้หญิง และยิ่งมีมาตรฐานความสวยที่ตั้งไว้สูงมาก และต่างกันไปในแต่ละสังคม ไม่นับรวมสินค้าหลากหลาย วงการโฆษณาต่างๆ ยิ่งทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าแรงกดดันมีมาก และจะต้องทำสวยเท่าที่จะทำได้เพื่อ “ให้ได้มา” ซึ่งความฝัน  //

ดูคลิป  "The Talk" ที่ Julie Chen เปิดเผยความลับ ในลิงค์ข้างล่างนี้ 

http://www.slate.com/blogs/xx_factor/2013/09/12/julie_chen_on_the_talk_i_got_plastic_surgery_to_make_my_eyes_less_asian.html

15.8.13

"Egypt in Turmoil" สภาพโกลาหลที่อียิปต์ ก่อนจะมาถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2556 เกิดอะไรขึ้นบ้าง

An Egyptian woman tries to stop a military bulldozer from hurting a wounded youth


14 สิงหาคม วันที่เกิดเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ เข้าขั้น เขตสงคราม  เมื่อตำรวจปราบจลาจล พร้อมอาวุธ รถถัง ปืน และเฮลิคอปเตอร์ เข้าสลายพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมหมัด มอร์ซี่ เกิดเหตุปะทะครั้งใหญ่ตามท้องถนน ระหว่างผู้ชุมนุมและตำรวจ ในหลายพื้นที่ในอียิปต์ สื่อของรัฐระบุมีผู้เสียชีวิต 149 คน ขณะที่ประธานาธิบดีรักษาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 เดือน ทั่วประเทศ
มาดูเหตุการณ์สำคัญหลักๆที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปี ของการเปลี่ยนผ่านในอียิปต์ เกิดอะไรขึ้น และทำไมลุกลามถึงวันนี้

25 ม.ค.-11 ก.พ. 2554  คนอียิปต์รวมตัวกันประท้วงทั่วประเทศเพื่อต่อต้านอดีตประธานาธิบดีมูบารัก หลังจากครองประเทศมานาน 30 ปี มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

11 ก.พ. มูบารักตัดสินใจลงจากตำแหน่ง

28 พ.ย. 2554- 15 ก.พ. 2555 ช่วงเปลี่ยนผ่าน และการเลือกตั้งสส เข้าสู่สภาใช้เวลาหลายสัปดาห์ ในสภาล่างกลุ่มภราดรภาพมุสลิมชนะการเลือกตั้งในสภาเกินครึ่ง ขณะที่สภาสูง กลุ่มมุสลิมครองที่นั่งกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

16-17 มิถุนายน คนอียิปต์ลงเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี

30 มิ.ย. มอร์ซี สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี

4 ธันวาคม 2555 ผู้คนเริ่มออกมาประท้วงนับแสนคน ต่อต้านไม่เห็นด้วยกับความพยายามลงมติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้ประท้วงออกมาต่อต้านมอร์ซีกันตามท้องถนน  มีเหตุปะทะและผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน

25 ม.ค. 2556 คนออกมาประท้วงประธานาธิบดีมอร์ซี่ ในวาระที่ประท้วงมูบารักครบรอบ 2 ปี เกิดเหตุปะทะในหลายพื้นที่

30 มิ.ย. 56 ผู้คนนับล้านออกมาประท้วงที่มอร์ซี่ รับตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 1 ปี เรียกร้องให้ลงจากตำแหน่ง มีผู้เสียชีวิต 8 คน จากเหตุปะทะนอกสำนักงานใหญ่ของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม มีผู้เสียชีวิต 8 คน

1 ก.ค. การประท้วงครั้งใหญ่ขยายต่อไป กองทัพขีดเส้นใต้ให้ประธานาธิบดีลงจากตำแหน่งภายใน 48 ชั่วโมง

3 ก.ค. กองทัพอียิปต์นำโดยพลเอกอัลซีซี่ ประกาศว่ามอร์ซี่หมดอำนาจแล้ว และแต่งตั้งประธานศาลฏีกาขึ้นดำรงตำแหน่งแทน เป็นประธานาธิบดีรักษาการ แกนนำกลุ่มภราดรภาพมุสลิมถูกจับตัว

4 ก.ค. Adley Mansour ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการ

5 ก.ค. มานซัว ยุบสภาสูงทีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นสายมุสลิม ผู้สนับสนุนมอร์ซี่ประท้วงครั้งใหญ่ เกิดเหตุปะทะระหว่างมวลชนสองฝ่าย มีผู้เสียชีวิต 36 คน

8 ก.ค. ทหารอียิปต์ ยิงเข้าใส่ผู้ประท้วงผู้สนับสนุนมอร์ซี่ บริเวณหน้าค่ายทหารที่กรุงไคโร มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 คน ต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มต้น มานซัว ประกาศเลือกประธานาธิบดีใหม่กลางเดือนกุมภาพันธ์ กลุ่มภราดรภาพมุสลิมปฏิเสธเข้าร่วม

9 ก.ค. โมฮัมหมัด เอลบาราเด ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานาธิบดีรักษาการ

26 ก.ค. ผู้คนนับล้านออกไปประท้วงตามท้องถนน ตามคำขอของผู้บัญชาการกองทัพว่าต้องหยุดยั้งกลุ่มที่อาจจะเป็นผู้ก่อการร้าย ก็คือผู้สนับสนุนมอร์ซี่

30 ก.ค.  Chaterine Ashton โฆษกอียู คุยกับมอร์ซี่ 2 ชั่วโมงโดยไม่ได้ระบุสถานที่ เป็นความพยายามทางการทูตที่จะยุติเหตุรุนแรง

11 ส.ค. กองกำลังอียิปต์ประกาศว่าจะยึดพื้นที่การชุมนุมสองจุด ภายใน 24 ชั่วโมง และตั้งจุดสกัดกั้นห้ามคนผ่านเข้าออก

12 ส.ค. เจ้าหน้าที่เลื่อนวันปฏิบัติการสลายค่ายผู้ชุมนุม บอกว่าต้องการหลีกเลี่ยงเหตุนองเลือด กลุ่มผู้สนับสนุนมอร์ซี่ยิ่งหลั่งไหลเข้าไปชุมนุมเพิ่ม

14 ส.ค. กองกำลังด้านความมั่นคงที่มีอาวุธครบ มีรถถังเคลื่อนเข้าไปบริเวณพื้นที่ผู้ชุมนุม กลุ่มสนับสนุนมอร์ซี่ออกมาเผชิญหน้ากับตำรวจในท้องถนน ในหลายเมืองในอียิปต์ และที่กรุงไคโร มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 149 คน กลุ่มมุสลิมตอบโต้ด้วยการเผาทำลาย และโจมตีอาคารสถานที่ เช่นสถานีตำรวจ อาคารที่ทำการของราชการ โบสถ์ ประธานาธิบดีรักษาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 เดือน


เรียบเรียงจากสำนักข่าว AP 

2.12.12

หน้าผาการคลังสหรัฐ: Fiscall Cliffs และสภาเป็ดง่อย

ภาพกราฟฟิค หน้าผาการคลัง จาก Washington Post 


ถูกพูดถึงกันไม่เว้นแต่ละวันว่าสภาคองเกรสจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา "หน้าผาทางการคลัง" หรือ fiscal cliffs กันอย่างไร เป็นปัญหาจริงๆที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ต้องเผชิญหลังจากได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยที่ 2 

ตอนนี้สื่อกำลังติดตามเรื่องนี้กันอย่างหนัก สภาคองเกรสถูกจับตามองและถูกเรียกว่า "สภาเป็ดง่อย" หรือ "lame duck congress" ที่ถูกปรามาสว่า สส. สองพรรคคือรีพับลิกันและเดโมแครต ต่างพยายามเอาชนะคะคานกัน ขัดกันไปขัดกันมา จนทำให้สส.ที่จะต้องทำหน้าที่ออกกฎหมาย พูดคุยกันไม่ได้และยิ่งฉายภาพสภาคองเกรสที่แบ่งแยกกันหนักถึงขั้นตอกย้ำ "super bipartisanship" ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาล่าง พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาสูง

หน้าผาทางการคลังคืออะไร่ ทำไมต้องสู้กันแทนที่จะช่วยกันโอบอุ้มประเทศ? 

Fiscal Cliffs คือคำที่เรียกกันสั้นๆ สำหรับภาวะที่รัฐบาลสหรัฐจะต้องเผชิญก่อนสิ้นปี 2012 หรือเป็นวันที่กฎหมายควบคุมงบประมาณ 2011 จะมีผลบังคับใช้ 

กฎหมายสำคัญๆที่จะมีผลต้องเปลี่ยนแปลงตอนเที่ยงคืนของวันที่ 31 ธันวาคม 2555 คือกฎหมายผ่อนคลายภาษีชั่วคราว กฎหมายงดเก็บภาษีชั่วคราวต่อธุรกิจบางกลุ่ม และเป็นจังหวะที่การตัดลดงบประมาณจะมีผลบังคับใช้เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าโครงการรัฐบาลกว่า 1000 โครงการที่เกี่ยวข้องกับงบกระทรวงกลาโหม และเมดิแคร์ หรือระบบดูแลสุขภาพ จะต้องถูกเข้าแถวเรียงหน้า "ตัดงบ" อย่างหนัก 

พูดง่ายๆ ภาวะผ่อนคลายทางภาษีจะต้องสิ้นสุด พร้อมๆกับการตัดลบงบประมาณในโครงการจำนวนมากจะต้องเกิดขึ้น 

ทางออกคืออะไร 

1. ถ้าเดินหน้าตามกฎหมาย ปัญหาที่จะตามมามาคือจะต้องเพิ่มภาษีอย่างมโหฬารและตัดลดงบประมาณอย่างมหาศาล การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐจะต้องชะงัก และเป็นไปได้ที่จะเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ในแง่ดีคือ งบประมาณขาดดุลจะลดลง โดยเมื่อเทียบกับจีดีพี จะลดลงถึงครึ่ง 

2. รัฐบาลอาจจะยกเลิกมาตรการขึ้นภาษี และลดรายจ่าย แต่จะทำให้การขาดดุลสูงขึ้น และเป็นไปได้ว่าสหรัฐจะต้องเผชิญวิกฤตคล้ายๆกับที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศเขตยูโร  แต่ที่พอจะเป็นข้อดีคือเศรษฐกิจสหรัฐจะโตต่อไป 

3. ทางสายกลาง หาทางวางนโยบายที่จะแก้ปัญหางบประมาณ แต่แน่นอนทางเลือกนี้จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย 

ดูทางออกแล้วอาจจะไม่ยากนัก แต่อย่างที่เกริ่นไว้นะคะ "lame duck" congress ถูกจับตามอง เพราะ
พรรครีพับลิกันมีจุดยืนต้องการตัดงบประมาณและหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษี ขณะที่เดโมแครตต้องการทำให้ได้ทั้งสองแบบคือตัดงบประมาณและขึ้นภาษีไปพร้อมๆกัน ทั้งสองพรรคต้องการหลีกเลี่ยงหน้าผาทางการคลัง อีกหนึ่งฉากคือสมาชิกสภาคองเกรสจะไม่เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการจนกว่าจะถึงวันสาบานตนในวันที่ 3 มกราคม ปี 2013 จึงเป็นหน้าที่ที่สมาชิกคองเกรสรุ่นปัจจุบันนี้จะต้องหาทางออกกันให้ได้ 

ดูตัวเลขกันชัดๆ 

ถ้ากฎหมายควบคุมงบประมาณ 2013 มีผลบังคับใช้ และรัฐบาลสหรัฐตัดสินใจเดินหน้าการขึ้นภาษีและตัดงบประมาณ แน่นอนจะช่วยลดการขาดดุลปัญชีเดินสะพัด $560,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จีดีพีจะลดลงถึง 4 จุดเปอร์เซนต์ในปีหน้า ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก การตกงานจะมากขึ้น คาดว่าอาจจะสูงถึง 2 ล้านตำแหน่ง 

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ปัญหาหน้าผาการคลังจะไม่เห็นผลทันที ถ้ารัฐบาลเดินหน้าการควบคุมงบประมาณ แต่คนมะกันอาจจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายและจะส่งผลให้เศรษฐกิจเซื่องๆซึมๆในระดับหนึ่ง  

นึกภาพหน้าผารออยู่ข้างหน้า จะเดินต่อไปได้อย่างไร ต้องหาไม้มาพาดเพื่อให้เดินหน้าข้ามหน้าผาไปให้ได้ แต่ไม้นั้นจะมั่นคงแข็งแรงหรือไม่และจะมีใครช่วยพยุงเพื่อให้ผ่านพ้น ที่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรผลจากเศรษฐกิจมะกันก็คงจะสะเทือนมาถึงเอเชียและไทยไม่มากก็น้อย 

3.11.12

โค้งสุดท้าย 4 วัน ก่อนเลือกตั้งสหรัฐฯ

สื่อมะกันบอกไม่อยากให้มองการแข่งขันหนนี้ "เป็นม้าแข่ง" ว่าใครจะเข้าวินก่อนกัน แต่สภาพของการติดตามการหาเสียง ชิงชัยของฝ่าย บวกกับฝ่ายเชียร์ จะมองเป็นอย่างอื่นคงยาก เพราะเหลือเพียง 4 วันเท่านั้น ที่จริงต้องบอกว่า 3 วัน เพราะเข้าวันเสาร์ที่ 3 พ.ย. แล้ว

จะสูสีมาก เพราะยิ่งทำโพลล์ยิ่งเห็นคนมะกันเทคะแนนกันแบบไม่ชัด รอมนีย์ตีตื้น ขณะที่ปธน.โอบามา มีลุ้นอีกหลายรัฐ

นักวิเคราะห์การเมืองมะกันบอกครั้งนี้สูสี พลิกไปพลิกมา มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การแข่งขันยุคใหม่นี้ และแบ่งประชาชนอย่างมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น

ดิฉันรวบรวมดูแล้ว ฐานเสียงโอบามาอยู่ที่คนอายุต่ำกว่า 30 คนผิวสี คนเชื้อสายสเปน คนเอเชียนอเมริกัน ผู้มีแนวทางเสรีนิยม และแนวคิดกลางๆ และ ผู้หญิง

รอมนีย์ อยู่ที่คนผิวขาว อายุ 45-60ปี แนวคิดอนุรักษ์นิยม ชนชั้นกลาง

ตอนนี้สองฝ่ายกำลังเร่งทำคะแนนอย่างมากในรัฐที่จะขับเคี่ยวกันมากๆ โดยเฉพาะ Ohio, Pensylvania, Virginia และ Michigan

สุดสัปดาห์นี้ต่างฝ่ายคงจะเร่งทำคะแนนให้ได้มากที่สุด หวังให้ผู้ลงเสียงออกไปใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด!