17.10.13

บันทึก EF2013 15 ตุุลาคม 2556 เมื่อฉันพบกับ "Tom Brokaw" ผู้ประกาศ นักข่าวคนดังแห่ง NBC

15 ตุลาคม 2556  นิวยอร์ค

ข้อดีอย่างหนึ่งของนิวยอร์คคือพอเริ่มคุ้นกับถนนหนทาง เริ่มจับทิศจับทางถูกไปไหนมาไหนก็ง่ายขึ้น เริ่มนับบล็อก นับถนนได้ จากโรงแรมไปสตูดิโอ NBC news ใช้เวลาเดินเพียง 8 นาที และแน่นอนต้องพึ่งพา Google Map ตลอด แม้จะมีแผนที่อยูในใจแล้ว

สตูดิโอของ NBC News อยู่ใจกลางเมืองจริงๆ อยู่ริมถนน ฝั่งตรงข้าม Rockefeller Plaza ถ้าดูทีวีตอนเช้า จะเห็นรายการข่าวเช้าที่มักจะนำดารา นักร้อง มาแสดงสดๆข้างถนนให้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้กรี๊ด และสร้างเรตติ้งให้คนดูคอยดูว่าวันนี้แขกรับเชิญจะเป็นใคร ช่วยให้ข่าวเช้าของ NBC ติดลมบนไม่น้อย

สตูดิโอข่าวเช้า NBC News ฝั่งตรงข้าม Rockefeller Plaza
นิวยอร์ก
ฉันไม่ได้ไปเยือนสตูดิโอข่าวเช้า แต่มีนัดพบกับหนึ่งในผู้ประกาศชายระดับตำนานของสหรัฐ คุณ Tom Brokaw  ตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อจะได้พบกับ “นักข่าวรุ่นพี่” ผู้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับเรื่องมากฝีมือ และผลงานการเขียน การทำงาน โดยเฉพาะในยุค 1980s ยุครุ่งเรืองของวงการทีวี ผู้ประกาศขายอเมริกันในยุคนั้นมีกันอยู่ 3 คน Tom Brokaw แห่ง NBC  Peter Jennings แห่ง ABC และ Dan Rather แห่ง CBS เป็นผู้ประกาศชายที่กลายเป็นสมาชิกในบ้านของคนมะกัน ทุกเย็นจะได้ดูทั้งสามท่านนี้ทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าว “Evening News” ซึ่งเสมือนเป็นสมรภูมิหลัก เชือดเฉือนและต้องฝากฝีไม้ลายมือ พิสูจน์ทีมงานกันสดๆทุกคืน

กับคุณ Tom Brokaw อดีตผู้ประกาศแห่ง NBC
คุณ Tom Brokaw พิเศษด้วยความเป็นผู้ประกาศชายท่านเดียวแห่ง NBC ที่ได้เป็นพิธีกรรายงาน The Today Show, NBC Nightly News และ Meet the Press โดยเฉพาะ NBC Nightly News เป็นรายการที่ทำหน้าที่หลัก เป็นโลโก้ของรายการและของช่อง ยาวนานถึง 22 ปี ในช่วงปี 1982-2004 ช่วงนั้นคนมะกันเปิดทีวีมาทุกเย็นจะได้เห็นหน้าคุณ Tom Brokaw มาจัดรายการข่าว วิเคราะห์ข่าวทุกเย็น


คุณ Tom วันนี้วัย 73ปีแล้ว แต่ยังทำงานจัดรายการพิเศษ และมีรายการเป็นของตนเอง ทำงานแบบไม่ประจำ ฉันไปคุยวันนี้มีเวลาไม่ถึง 30 นาที  เพราะคุณ Tom จะต้องรีบไปจัดรายการครบรอบวันลอบสังหาร JFK ครบ 60 ปี ในปีนี้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมสหรัฐ เมื่อพูดถึงอดีตประธานาธิบดี JFK (มีnote จาก Newseum มากมายในเรื่องนี้แล้วจะนำมาเล่าให้ฟังนะคะ)

คุณ Tom เริ่มเล่าอย่างเป็นกันเอง ย้อนหลังให้ฟังถึงวงการทีวีในสหรัฐว่า เริ่มเห็นบทบาทของทีวีจริงๆจังในยุคที่อดีตประธานาธิบดี JFK ถูกลอบสังหาร เมื่อ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 เป็นวันที่ข่าวทีวีสร้างปรากฎการณ์เป็น “กาว” ให้คนมะกันเกาะติดอยู่หน้าจอทีวีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กับรูปแบบการรายงานสดๆ ตลอด 4 วัน เป็นเวลาที่ได้เห็นแต่ละสถานีแข่งขันกันอย่างดุเดือด และได้สร้างชื่อให้กับ Walter Kronkite ผู้ประกาศชายของ CBS เป็นอย่างมาก ด้วยความที่ค่อยๆรายงานอย่างใจเย็น ไม่ตื่นตระหนกไปกับข้อมูลข่าวสาร ค่อยๆบรรยายเหตุการณ์อย่างแม่นยำ คุณ Tom Brokaw ย้อนอดีตช่วงนั้นให้ฟัง เพราะต้องการจะบอกว่าวงการทีวีเปลี่ยนไปเยอะมาก และมาเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อมี CNN เข้ามา กลายเป็นสถานีข่าว 24 ชั่วโมง ที่กระตุกให้ทั้งวงการต้องปรับตัวขนานใหญ่

ในโลกข่าวปัจจุบันไม่ต้องสงสัยเลยว่าดิจิตัลเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทสูงสุด คุณทอมบอกว่า “ยังไม่รู้เหมือนกันว่า ดิจิตอลเทคโนโลยีจะพาเราไปทางไหน” ที่แน่ๆ คือทุกวันนี้คนดูมีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ก้าวเข้าสู่โลกสื่อมวลชนดีๆได้มากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งคนรับสารก็ต้องทำงานหนักมาก ต้องมีทักษะในการกรองข่าวสารเองด้วย คนรับสารจะนั่งอยู่เฉยๆไม่ได้อีกต่อไป ต้องตื่นตัวมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้สื่อข่าวที่ต้องทำงานหนักมากขึ้นเช่นกัน คุณทอมบอกสั้นๆว่า “journalists need to work harder.”

คุณ Tom Brokaw เป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับข่าวต่างประเทศอย่างมาก ด้วยจุดประสงค์ว่าต้องการให้คนมะกันเปิดมุมมองต่อโลกกว้างขึ้น และคุณ Tom มักจะเป็นผู้ที่เดินทางไปทำข่าวต่างประเทศสม่ำเสมอ เป็นผู้ประกาศชายอเมริกันคนเดียวที่ไปอยู่ในเหตุการณ์กำแพงเบอร์ลินล่มสลายเมื่อปี 1989  คุณทอม ระบุว่าคนอเมริกันมักจะสนใจเรื่องราวแต่ในประเทศมากเกินไป จนไม่รับรู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว และขณะนี้ปัญหา Government Shutdown ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าระบบประชาธิปไตยของประเทศทำงานไม่ได้

คุณ Tom อยู่ในวงการสื่อไม่ต่ำกว่า 50 ปีแล้วค่ะ พอฉันถามว่าทำไมอยู่ได้นานขนาดนี้ คุณทอมตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ I make mistakes all along, but I think of American audience. Every day, I make sure that I am fair, I work very hard for accuracy and make sure that I got it right.”  “ผมยอมรับว่าพลาดหลายครั้ง แต่ก็เรียนรู้จากความผิดพลาด สิ่งที่อยู่ในใจอันดับหนึ่งคือคนดูอเมริกัน ทุกวันผมต้องมั่นใจว่านำเสนอเนื้อหาที่รอบด้าน ผมทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและถูกต้อง”

จากนั้นคุณทอม เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่ามาจากครอบครัวคนทำงาน “พ่อทำงานหนัก ผมไม่เคยลืมพื้นเพบ้านเกิดของผมที่มาจากตอนกลางของอเมริกา ถ้าเทียบกับเพื่อนๆผมอาจจะดูเหมือนหัวไวกว่าคนอื่นๆ เพราะว่าผมมักจะสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว และตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา”

คุณทอม ไม่ได้เป็นนักข่าวหน้าจออย่างเดียวนะคะ ทำงานเป็นนักเขียนด้วย มีผลงานระดับรับรางวัลมากมาย และหนึ่งในเล่มที่ได้รับการยอมรับอย่างมากคือ “The Greatest Generation” เนื้อหาเล่าถึงประสบการณ์โดยตรงของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของคุณทอม ที่ต้องเสียสละร่วมรบในสงคราม เป็นคนรุ่นที่คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก คิดถึงความเป็นปัจเจกทีหลัง และเป็นคนรุ่นที่คิดถึงอนาคตของประเทศ ร่วมกันสร้างชาติและพาสหรัฐหลุดพ้นจากยุคเศรษฐกิจถดถอยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และคนรุ่นให้กำเนิดคนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ “baby boomers”
ในยุคที่การเมืองระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก บทบาทของสหรัฐถูกตั้งคำถามมากขึ้น คุณทอม บอกว่าปัญหาที่กำลังรุมเร้านี้อาจจะยิ่งบ่งบอกว่าสหรัฐไม่ได้ดีอย่างที่คนในประเทศคาดคิด ถึงเวลาแล้วที่จะต้องตระหนักในเรื่องนี้

ผลงานที่คุณทอมบอกว่าประทับใจ และตราตรึงถึงทุกวันนี้คือตอนรายงานเหตุการณ์ 9/11 ที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอต่อเนื่อง ข้ามวัน ข้ามคืน โดยที่ไม่รู้ว่าสถานการณ์จริงๆคืออะไร แต่ต้องพยายามตั้งสติ รวบรวมข้อมูล เพื่อรายงานต่อผู้ชมให้ได้ 

เคล็ดลับที่ไม่ลับสำหรับคนข่าวคือ “I never stop preparing” “ผมไม่เคยหยุดเตรียมตัว”
หัวใจของการทำข่าวคือ “ทำการบ้าน” เตรียมตัว หาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะออกไปทำข่าว และควรจะต้องคิดไว้ก่อนล่วงหน้าก่อนถึงพื้นที่ว่าจะทำอะไร

เทคโนโลยีจะเปลี่ยนขนาดไหน “อาวุธ” ของสื่อยังคงแก่นเดิมคือ “หัวสมอง และข้อมูล” คุณทอมบอกว่าไม่ต้องกลัวว่าคนจะหาว่านักข่าวรู้อย่างเป็ด เพราะว่าความจำเป็นว่าต้องรู้อย่างเป็ดนี่แหละทำให้ต้องขวนขวายและพยายามทำความเข้าใจกับทุกเรื่อง และอาวุธที่ทำให้อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะบอกกับตนเองว่า “ผมไม่ได้รู้ทุกอย่าง แต่ผมต้องพยายามรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”


ขอบคุณคุณ Tom Brokaw ที่กรุณาพูดคุยกับผู้สื่อข่าวจากแดนไกลอย่างฉันอย่างเป็นกันเอง และอัดแน่นไปด้วยข้อมูลชัดถ้อยชัดคำชัดเจน ไม่ทิ้งลายผู้ประกาศยอดนิยมแห่ง NBC //

15.10.13

บันทึก EF2013 13-14 ตุลาคม 2556 พบสื่อ PBS และ NYT

13-14 ตุลาคม 2556 ที่นิวยอร์ก

ระวังจะสับสนระหว่างรัฐนิวยอร์ก (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ) กับเมืองนิวยอร์ก เมืองที่เป็นมหานครศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง (บนโลกใบนี้อย่างที่ New Yorkers ภาคภูมิใจ) ต้องเรียกว่า New York City หรือ NYC

เมือง NYC มีนายกเทศมนตรีคนดังคือ Michael Bloomberg เมืองนี้มีประชากรอย่างเป็นทางการประมาณ 20 ล้านคน แต่ถ้านับกันจริงๆคงเกิน NYC มีความหลากหลายอย่างมาก เพราะเป็นเมืองที่ต้อนรับผู้อพยพในยุคศตวรรษที่ 19 และ 20 มีอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพคอยยืนต้อนรับ (Statue of Liberty) ตอนแรกนักท่องเที่ยวคงหนาวๆร้อนๆ เกรงว่าจะไม่ได้ไปยลโฉมเธอ เพราะพิษ Government Shutdown แต่ตอนนี้เปิดให้บริการแล้ว แต่ฉันอดไปอยู่ดี เพราะตารางเวลาไม่ลงตัว ได้แค่ชมโฉมเธอผ่านรูปภาพไปก่อน

นัดพบสื่อวันที่ 13 ตุลาคม ก็คือพิธีกรรายการ “PBS NewsHour Weekend” คุณ Hari Sreenivasan ไปเยือน ณ สตูดิโอ ย่าน Lincoln Center รายการวิเคราะห์ข่าว PBS NewsHour Weekend เพิ่งจะเปิดตัวเมื่อ 7 กันยานที่ผ่านมา มีคุณ Hari ดำเนินรายการเป็นหลัก และจะมีผู้สื่อข่าวส่งรายงานเข้ามาเป็นระยะๆ รายการนี้เป็นอีกรายการที่ทาง PBS หมายมั่นว่าจะช่วยดึงคนดูให้มาดูข่าวมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ ต่อยอดจากรายการดัง “PBS NewsHour” ที่ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์

ห้องส่ง PBS NewsHour Weekend 

คุณ Hari Sreenivasan
 ความแตกต่างของรายการสุดสัปดาห์คือคุณ Hari ผู้เป็นผู้สื่อข่าวที่เน้นงานภาคสนาม ถนัดเรื่องการใช้ social media และ digital media เห็นว่ากุญแจสำคัญที่จะเข้าถึงคนดูให้มากขึ้นก็คือการ “คุย” กับคนดู ก่อนเข้ารายการจริงๆ เทคนิคที่คุณ Hari เล่าให้ฟังคือก่อนที่รายการจะออกอากาศในวันเสาร์-อาทิตย์ จะปล่อยรายงานผ่านเวป ในวันพุธ หรือ พฤหัสบดีก่อน โดยต้องเป็นรายงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน และจะตั้งคำถามกับคนดู หรือถามความเห็นจากคนดู เช่น มีรายงานเกี่ยวกับสุขภาพของแม่ จะนำเสนอรายงานไปก่อน และจากนั้นถ้ามีคนดูถามคำถามเข้ามา จะนำไปตอบจริงๆในวันที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ในวันเสาร์-อาทิตย์ คุณ Hari อธิบายว่าเป็นวิธีการ pre and post distribution ก่อนและหลังการออกอากาศ ปรากฎว่าเริ่มออกอากาศไปได้เพียง 1 เดือน เรตติ้งคนดูมากกว่ารายการที่มาแทนที่ประมาณ 15-25 เปอร์เซ็นต์

ในภาพรวมคุณ Hari ยอมรับว่า PBS ในสหรัฐ ฐานคนดูน้อย ถ้าเทียบกับสถานีหลัก คนดูยังห่างไกลกันมาก ทุกวันนี้รายการข่าวตอนเย็น ABC และ NBC มีคนดูประมาณ 8-9 ล้านคน CBS ประมาณ 6 ล้านคน PBS มี 1 ล้านคน ฐานคนดูเล็กกว่ามาก แต่ที่สอบถามมาคนดู PBS จะเป็นนักวิชาการ ระดับชนชั้นกลางขึ้นไป ผู้ที่ต้องการเนื้อหา ความแม่นยำ และไม่หวือหวา เหมือนกับช่องอื่นๆ

ที่น่ากลัวคงไม่ใช่สถานีข่าวแข่งกันเองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันกับเทคโนโลยี อย่างสื่อสังคม สื่อดิจิตัล ที่กำลังมาแรงมากขึ้นเรื่อยๆ กุญแจอีกดอกสำหรับคุณ Hari คือ “ต้องมีเนื้อหาให้คนดู ในเรื่องที่กำลังร้อนแรง” คนทำข่าวทีวีต้องปรับตัวด้วยการเล่าเรื่องมากขึ้น และเป็นการพูดคุยให้คนดูเข้าถึงเนื้อหามากขึ้น

ฝั่งตรงข้ามของ PBS NewsHour Weekend คือห้องส่งของสำนักข่าว ABC เสียดายที่ไม่มีนัดเข้าไปเยี่ยมชมที่นี่ ได้แต่ดูผ่านหน้าจอทีวี และชมโฉมคุณ Diane Sawyer หนึ่งในผู้ประกาศหญิงที่ฉันชื่นชอบอย่างมาก จากป้ายรถเมล์ไปก่อน
Diane Sawyer ABC news 

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ ABC เป็นหนึ่งในสถานีหลักของสหรัฐ และมีทีมผู้ประกาศที่ขึ้นชื่อระดับตำนานคือ Peter Jennings จนมาถึงรุ่นปัจจุบันคือคุณ Diane Sawyer

จบจากนัดที่ Lincoln Center เดินไปต่อที่นัดที่สองประมาณ 30 นาที ไปตามถนน Broadway เพื่อไปพบกับคุณ Nina อาสาสมัคร พาทัวร์ห้องสมุดสาธารณะของนิวยอร์ค (New York Public Library) ซึ่งเป็น US Fellow คุณนิน่า เป็นเสมือนคลังความรู้เรื่องนิวยอร์ค และห้องสมุดแห่งนี้เป็นอย่างมาก

ห้องสมุดนี้ใหญ่มาก ขนาดสนามฟุตบอล แถมลึกลงไปใต้ดินเป็นที่เก็บหนังสือขนาดยักษ์ และเวลาเข้าไปในห้องสมุดจะไม่ได้เห็นหนังสือเรียงราย เพราะว่าอยู่ใต้ดิน ผู้ใช้จะต้องค้นหาจากแคตาลอก และบอกเจ้าหน้าที่ จากนั้นหนังสือที่ต้องการจะส่งขึ้นมาโดยลิฟท์ เพื่อให้ผู้ใช้นำไปอ่าน แต่ละวันมีคนมาใช้บริการถึง 4000-5000 คน หนังสือจำนวนหนึ่งเป็นหนังสืออ้างอิงเท่านั้น ยืมออกไปไม่ได้ แต่บางส่วนยืมได้
New York Public Library 


ช่วงที่ไปกำลังมีนิทรรศการหนังสือสำหรับเด็ก น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก นึกย้อนไปถึงประสบการณ์ในวัยเด็กก็คงจะพอเห็นภาพว่าแต่ละคนเติบโตมากับหนังสือรุ่นไหน และได้รับการวางแนวทางทางความคิดอย่างไร

วันที่ 14 ตุลาคม นัดที่หนังสือพิมพ์ดังระดับโลก New York Times
NYT ฉบับวันที่ 14 ตุลาคมนี้พอดี รายงานว่า ทั้งเครือของ NYT กำลังปรับตัวครั้งใหญ่ ให้ผอมลง บางลง และพุ่งความสำคัญไปที่หนังสือพิมพ์เป็นหลัก จากก่อนหน้าที่ที่เข้าไปลงทุนในกิจการหลายอย่าง แต่วันนี้ได้ขายกิจการหลายประเภท เพื่อให้ความสำคัญกับ NYT อย่างเต็มที่

Lobby NYT
ประกาศปรับกิจการครั้งใหญ่ครั้งนี้ เพื่อลดขนาดลงอย่างเห็นได้ชัด จากนี้ไปพนักงานของ NYT จะเหลือ 3500 คน จากสองปีก่อนที่มีเกือบ 7000 คน หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ของจำนวนพนักงานที่มีในปี 2002 รายได้โดยรวมของ NYT จะลดลงเหลือ 400 ล้านดอลลาร์ จากแต่เดิมที่สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2012

สถานการณ์สำคัญของ NYT คือรายได้จากการโฆษณาลดลง ปีที่แล้วรายได้จากโฆษณาคือ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปี 2002 สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์

สิ่งที่ NYT ประกาศปรับครั้งนี้ คือเน้นสินค้าใหม่ที่จะหาสมาชิกเพิ่ม ดึงดูดคนอ่านในระดับตลาดนานาชาติมากขึ้น และจะเพิ่มการเสนอข่าวผ่านวิดีโอ ผ่านเวปไซต์ รวมทั้งเตรียมจัดงานสัมมนานอกสถานที่เพื่อให้พบกับผู้สื่อข่าว และคอลัมนิสต์ ของ NYT โดยตรง

“ยี่ห้อ” หรือ “แบรนด์” สำคัญของ NYT คือ “ผู้สื่อข่าว” ที่เกิดขึ้นได้จากชื่อเสียงในการทำงาน การนำเสนอข่าว สร้างตนผ่าน NYT จนเป็นที่ยอมรับ

ประโยคคมของ Mark Thompson  ผู้บริหารสูงสุดของ NYI ที่ฉันเห็นว่าจริงมาก และเป็นการให้เกียรติคนข่าวอย่างมากคือ “ The future of journalism needs to be figured out in the newsroom of the New York Times, not in the ad department” ความหมายคือ “อนาคตของความเป็นข่าว จะต้องหาทางออกกันที่ห้องข่าวของ NYT ไม่ใช่จากแผนกโฆษณา” เจาะลึกลงถึงแก่นเพื่อให้เข้าใจว่า “สินทรัพย์” ของ NYT คือ “คนข่าว” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า NYT เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพติดอันดับโลก

พายุของความเปลี่ยนแปลงในโลกเทคโนโลยี กำลังโหมกระหน่ำสื่อทุกแขนง ถ้าไม่ปรับตัวก็อยู่ไม่รอด! 

12.10.13

บันทึก EF2013 11 ตุลาคม 2556 "9/11 Memorial" และ "CBS News"

11 ตุลาคม 2556 

วันแรกใน "Big Apple"

ต่อแถวเข้าชม “9/11 Memorial”
และไปเยือน CBS Broadcasting Center พบกับ VP of News และคุณ Scott Pelly

ช่วงเช้าวันนี้มีโอกาสนั่งรถใต้ดินไปไกลถึง Downtown ที่ Wall Street  บริเวณที่ตั้งของ Times Square ไม่ห่างจากโรงแรมที่พัก อยู่บริเวณ Midtown  ของเมืองนิวยอรค์ (NYC) เวลาจะไปไหนมาไหนมักจะใช้คำว่าไปย่าน Uptown หรือไป Downtown เพื่อให้รู้ว่าจะเดินทางขึ้นทิศเหนือ หรือลงทิศใต้ มานิวยอร์คอย่างนี้นึกถึงซีรีย์สดังเรื่อง “Sex and the City” ที่สาวๆทั้งสี่คนจะขนานนามตนเองว่าเป็น “New Yorker” ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากคนในเมืองอื่นๆของสหรัฐ คน New Yorker จะมีความมั่นอกมั่นใจ ภาคภูมิใจกับความเป็นคนนิวยอร์คของตน ฉันเพิ่งมานิวยอร์คครั้งแรกในชีวิต งกๆเงิ่นๆเป็นอย่างมากกับการเดินทางครั้งแรก ก้มมองแผนที่ตลอด ใช้ทั้ง Google Map และแผนที่กระดาษ ก็ยังหลงแล้วหลงอีก แต่พอไม่เครียดก็ผ่านไปได้ และคิดได้ว่าพอไม่คุ้น เจออะไรใหม่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องปรับตัว และเร่งเรียนรู้ให้เร็วที่สุด พอหลงทางก็จะได้เจออะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแผนเดิมซึ่งดีเหมือนกัน

อย่างเช่นช่วงเช้าวันนี้ เมื่อพลาดไปนัดแรกไม่ทัน เลยต้องเลยตามเลย ได้ไปดูเดินย่าน Wall Street ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบริเวณ World Trade Center ซึ่งถูกก่อเหตุวินาศกรรม 9/11 ที่คนทั้งโลกรู้จัก ที่เริ่มเปิดให้ผู้คนร่วมรำลึกกับ “9/11 Memorial” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้คนที่เสียชีวิตในเหตุโจมตีอาคาร World Trade Center ซึ่งผู้เสียชีวิต 2,977 คน จาก 90 ประเทศ คนอายุมากที่สุดที่เสียชีวิตอายุ 85 ปี เด็กที่สุดอายุ 2 ขวบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ต้องสละชีพเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ติดอยู่ในซากอาคารหลังเหตุโจมตี

ท่านใดสนใจจะมาช่วงนี้ แนะนำว่าให้ท่านเข้าไปเวปไซต์ 911memorial.org เพื่อจองตั๋วล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย บริจาคเท่าที่สมัครใจ เพราะมิเช่นนั้นจะต้องเสียเวลาเดินกลับไปที่อาคารที่ทำการของ 9/11 memorial ต่อคิวยาวเพื่อขอตั๋ว แล้วเดินกลับมาที่บริเวณพื้นที่รำลึก 9/11 ซึ่งเดินห่างกันประมาณ 8 นาที มาต่อแถวอีกระลอก ฉันไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้าเดินกลับไปกลับมาอยู่ 2 เที่ยว รวมเวลาต่อแถวอีกไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง เข้าไปดูจริงๆไม่นาน แต่เป็นความรู้สึกที่ประทับใจมากค่ะ

9/11 Memorial South Pool 
9/11 Memorial South Pool

South Pool มองไปเห็น Museum 

บริเวณ 9/11 memorial เริ่มเปิดให้คนเข้าชมในโอกาสครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ 11 กันยายน มีสระน้ำใหญ่ 2 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ตั้งของอาคาร WTC เดิม โดยแปลงสภาพเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่น้ำไหลลงไปในช่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ตรงกลาง และรอบๆขอบสระน้ำ จารึกชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด  วันนี้อากาศที่นิวยอร์คทึมๆอยู่แล้ว ฝนปรอยนิดๆ และลมโชย บรรยากาศภายในอนุสรณ์สถานเงียบๆ ผู้คนต่างถ่ายภาพกันอย่างสงบ ขณะเดินรอบๆ ได้ความรู้สึกร่วมกันรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 11 กันยายน  
สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสรณ์สถาน คือ Micahel Arad ภูมิสถาปนิกคือ Peter Walker

ฉันใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงที่อนุสรณ์สถาน 9/11 เพื่อออกเดินทางต่อไปยังนัดที่สองคือ “CBS Broadcast Center” เผื่อเวลานานหน่อยเพราะกลัวจะหลงอีก (ฮา)

ที่ตั้งของ CBS Center ถ้ามาทาง Subway สถานีใกล้ที่สุดคือ Columbus Circle ค่ะ
ท่านที่นัดมาพบวันนี่คือคุณ Nancy Lane ผู้ดูแล CBSNews.com และคุณ Ingrid Ciprian-Matthews รองประธานด้านข่าวของ CBS

คุณแนนซี่ เคยทำงานอยู่ CNN นานถึง 14 ปี เป็นโปรดิวเซอร์ทีมภาคสนามอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเป็นโปรดิวเซอร์คุมรายการ World Today ของ  CNN  มาวันนี้ผันตัวมาดูแลด้านข่าวออนไลน์ของ CBS  ซึ่งกำลังปรับตัวอย่างมาก เพื่อดึงฐานคนให้เข้าไปดูข้อมูลของ CBS คุณ Nancy เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่าเข้ามาดูเวปข่าวของ CBS ได้ปีกว่า แต่กำลังจะไปรับรางวัลใหญ่ด้านเวปข่าวในสัปดาห์หน้า ซึ่งแสดงว่าผลงานเข้าตากรรมการ

CBS Broadcast Center, NY


คุณแนนซี่ บอกว่าไม่ง่ายเพราะว่าเข้ามาต้องปรับใหญ่ จากฐานเดิมที่ผู้ดูแลเวปคนเดิมทำไว้ พบว่างานซ้ำซ้อน และทำงานกันในรูปแบบเดิมๆที่เคยชิน คุณแนนซี่เลยต้องปรับใหญ่ ปรับคนออก ทำงานให้กระชับมากขึ้น ปรับมากมาย แน่นอนช่วงแรกคนไม่ชอบ แต่พอลงตัว ผลงานเริ่มประจักษ์ นักข่าวและทีมข่าวเวปกว่า 60 คนก็ตั้งอกตั้งใจและมีวิสัยทัศน์ร่วมกันมากขึ้น

คุณ Nancy Lane 


แผนกข่าวออนไลน์ของ CBS แบ่งออกเป็นหลายโต๊ะ เช่นโต๊ะการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม ต่างประเทศ คุณแนนซี่บอกว่าตนชอบข่าวต่างประเทศเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และเป็นเป้าหมายของตนด้วยว่าต้องการนำเสนอข่าวต่างประเทศเพื่อให้คนอเมริกันเข้าใจว่า สถานการณ์โลกเป็นอย่างไร แทนที่จะวนเวียนอยู่แต่เรื่องการเมืองภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

ในช่วงกลางปีหน้าคุณแนนซี่ เตรียมที่จะควบรวมกับแผนก Digital Journalism Unit ของ CBS จะผนึกกำลังกันมากขึ้น เพื่อพัฒนานักข่าวเป็น “one man crew” หรือ “one woman crew” อย่างจริงจัง ที่น่าสนใจคือคุณแนนซี่ พบว่าช่างภาพปรับตัวง่ายกว่านักข่าวในการทำงานแบบ “one man crew” หรือเป็นนักข่าวที่บันทึกภาพ เขียนข่าว ตัดต่อ ขึ้นเวป ได้สำเร็จในคนคนเดียวๆกัน

อีกท่านที่ได้คุยในวันนี้คือคุณ Ingrid Ciprian-Matthews ตำแหน่งคือ VP of News หรือรองประธานด้านข่าว แต่เมื่อถามจริงๆว่าคุณ Ingrid ทำอะไรกันแน่ เธอก็ตอบสั้นๆว่า “ทำข่าว” คุณอิงกริดอยู่ในวงการข่าวมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี อยู่กับ CBS มาตลอด เริ่มจากเป็นนักข่าวภาคสนาม เป็นบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ เป็นโปรดิวเซอร์อาวุโส และมาเป็นรองประธานด้านข่าวของ CBS

พอฉันถามว่ากังวลไหมว่าคนรุ่นใหม่จะดูทีวีกันน้อยลง ต่อไปคนอาจจะไม่ดูทีวีจากสถานีหลักๆอย่าง CBS คุณอิงกริดบอกว่าไม่เชื่อหรอก เพราะย้อนกลับไป 20 ปีก่อน ช่วงที่เริ่มมีเคเบิลทีวี ช่วงที่ CNN เติบโต คนก็พูดกันว่าข่าวทีวีสถานีหลักๆต้องกลายเป็น “ไดโนเสาร์” แน่ๆ ผ่านมาจนถึงวันนี้พิสูจน์แล้วว่ายังอยู่ได้ และจะต้องอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่ยังรักษาคุณภาพไว้ได้

จุดแข็งของ CBS ในสายตาของคุณอิงกริดคือ “Original Reporting” ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศ ล้วนลงทำงานภาคสนาม ลงไปสัมผัสชีวิตของคนที่กำลังทำข่าวจริงๆ ไม่ได้ทำตัวเป็น “armchair reporter” หรือนักข่าวที่นั่งอยู่ที่โซฟาหาข่าวอยู่ในสถานีอย่างเดียว คุณอิงกริดบอกว่า CBS กำลังพัฒนาไปในแนวทางนี้ ต้องหาเรื่องที่เป็นรายงานของช่องจริงๆ การแข่งขันยังสูงอยู่มากและคงจะสูงต่อไป แต่เชื่อว่าถ้าช่องเน้นคุณภาพอันดับหนึ่งก็จะยกระดับคุณภาพ รักษาฐานคนดูไว้ได้  

คุยกับคุณอิงกริดจบ ก็ได้เวลานั่งสังเกตเบื้องหลังการทำงานของทีมข่าว CBS Evening News ซึ่งเป็นรายการ “flagship” ของช่อง ออกอากาศจันทร์-ศุกร์เวลา 18.30-19.00 น. และมีวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย



โชคดีมากได้กระทบไหล่คุณ "Scott Pelley" ผู้ดำเนินรายการ "CBS Evening News" ตัวจริง ณ ห้องส่ง หลังจากไปแอบดูเบื้องหลังขณะคุณ Scott จัดรายการสดๆ ได้เห็นบรรยากาศการทำงานในห้อง Control Room และกองบรรณาธิการของ CBS News 

คุณ Scott Pelley ผู้ดำเนินรายการ CBS Evening News 

เก้าอี้ผู้ประกาศคนดัง 
ก่อนออกอากาศจริงๆ เห็นทั้งทีมคือ Executive Producer, Senior Producer และคุณ Scott ในฐานะที่เป็น Managing Editor ทำงานร่วมกันในห้องทำงาน ในภาพที่เห็น นั่งกันแบบนั้นเงียบๆ แต่ประชุมกันผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา และดูข่าวจากฐานเดียวกันคือ ENPS นั่งอยู่อย่างนั้นไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ที่ดิฉันไปสังเกตอยู่ (แต่ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นนั่งกันมากี่ชั่วโมงแล้ว) ระบบที่กองบรรณาธิการดูจากฐานข่าวคือ ENPS หมือนระบบที่ ThaiPBS ใช้ ทั้งทีมคุยประเด็น ลงรายละเอียดเนื้อหาข่าว คุณ Scott จะ rewrite บทด้วยตนเองโดยละเอียดให้แน่ใจก่อนออกอากาศ

คูณ Scott ไปนั่งเตรียมตัวก่อนออกอากาศจริง 20 นาที ซ้อมพูด ซ้อมอ่านจากบทที่ Teleprompter ก่อนออกกอากาศจริง ช่วงพักเบรคซ้อมอีก เวลาเป๊ะมาก เนื้อหาเกินมา 24 วินาที เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องหาทางปรับเปลี่ยนและตัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นเท่าทีทำได้ เพื่อไม่ให้จบเกินเวลาแม้แต่นาทีเดียว (และจบได้จริงๆ แบบเป๊ะเป๊ะ)

ผู้ดำเนินรายการคนก่อนหน้าคุณ Scott คือ Katie Couric ที่ช่วงหนึ่งเป็นข่าวโด่งดังว่าได้ค่าตัวสูงมาก ในระดับผู้ประกาศข่าวช่วงเย็น และเป็นผู้ดำเนินรายการ CBS Evening News ผู้หญิงคนแรกและคนเดียว (จนถึงขณะนี้) แต่ปรากฎว่าอยู่ได้ปีกว่า ก็ต้องออกจาก CBS Evening News เรตติ้งขึ้นๆลงๆ และคนดูดูเหมือนจะไม่รับแนวทางของช่องในช่วงนั้นที่พยายามลดความสำคัญของเนื้อหา และเน้นข่าวเป็น entertainment มากเกินไป

พอเปลี่ยนผู้บริหาร กลับมาตั้งหลักใหม่ CBS เริ่มกลับมาทวงความนิยมคืน ด้วยนโยบาย "Original Reporting" หรือการรายงานที่ทั้งผู้สื่อข่าว และผู้ประกาศต้องลงพื้นที่ สัมภาษณ์คนและเล่าเรื่องเอง เขียนข่าวเอง ไม่ใช่เป็น "package" หรือข่าวที่เรียบเรียงจากแหล่งอื่น แล้วเล่าใหม่เท่านั้น

คุณ Scott สร้างชื่อไว้จากการเป็นผู้สื่อข่าว "60 Minutes" หนึ่งรายการหลักของ CBS เช่นกัน และเป็นอดีตผู้สือข่าวประจำทำเนียบไวท์เฮาส์

11.10.13

บันทึก EF2013 10 ตุลาคม 2556 พบสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน และหอการค้าสหรัฐ

10 ตุลาคม 2556

มีนัดสองแห่งที่กรุงวอชิงตันดีซี และกำหนดเดินทางสู่มหานครนิวยอร์ค เวลา 17.05 น.

วันสุดท้ายที่ได้อยู่ที่กรุงวอชิงตันดีซีสำหรับการเดินทางใน EF2013 ครั้งนี้ (ถ้าตารางเดินทางเปลี่ยนอาจจะต้องกลับมาที่ดีซีอีกครั้ง) 

ดีซีฝนตกหนักแต่เช้า ต้องพึ่งพาแท็กซี่ไปพร้อมกับ fellows อีก 2 คน คือคุณจอห์น ชาวมาเลเซีย และคุณตวน ชาวเวียดนาม เพื่อเริ่มประชุมนัดแรกเวลา 9.30 น. กับสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (US Asean Business Council) โดยพบกับคุณ Alex Feldman EF USA Fellow ผู้เป็นประธาน US Asean Business Council ด้วย

คุณ Alex เพิ่งเดินทางกลับมาจากการเข้าร่วมประชุมเอเปคที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย และเพิ่งกลับมาถึงสหรัฐ สภาธุรกิจนี้รวบรวมกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลางในสหรัฐไม่ต่ำกว่า 130 แห่ง รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อหาทางเบิกทางให้นักธุรกิจสหรัฐเข้าไปลงทุนในอาเซียนได้ชัดเจน และลดอุปสรรค กลุ่มนี้เน้นให้ความสำคัญกับ Asean เป็นอย่างมาก แต่อุปสรรคคืออาเซียยังไม่เป็นกลุ่มอย่างชัดเจน กฎหมายการลงทุนของประเทศต่างๆมีข้อจำกัด รายละเอียด ปลีกย่อยแตกต่างกันไป เมื่อจะไปติดต่อประเทศใดก็ต้องทำความรู้จักกับกฎหมาย กฎเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด

กลุ่มสภาธุรกิจสหรัฐอาเซียนนี้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 10 ชุดเพื่อดูแลแต่ละประเทศอาเซียน และอีกด้านมีคณะกรรมการ 9 ชุด เพื่อดูเนื้อหาของกลุ่มธุรกิจแตกต่างกันออกไป เช่นคณะกรรมการ ICT คณะกรรมการด้านความมั่นคง คณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน 
จุดประสงค์สำคัญของสภาธุรกิจนี้คือทำงานในเชิงผลักดันด้านนโยบาย เปิดโอกาสการลงทุนและขจัดอุปสรรคทางการค้า โดยศึกษากฎหมายการลงทุนของแต่ละประเทศ นำข้อมูลต่างๆที่มีให้กับนักธุรกิจสหรัฐเพื่อเปิดทางสู่การลงทุนต่อไป สภาธุรกิจให้ความสำคัญอย่างมากคือ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กของสหรัฐ ที่น่าจะทำการค้าร่วมกับอาเซียนได้ ที่ผ่านมาได้อบรมกลุ่มนักธุรกิจขนาดกลางและเล็กใน เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แล้ว

แน่นอนว่าอีกเป้าประสงค์สำคัญของสภาธุรกิจนี้คือต้องการผลักดัน TPP (Trans-Pacific Partnership) กับหลายประเทศในอาเซียนด้วย โดยย้ำว่าสัดส่วนของ TPP มีมูลค่า 40 เปอร์เซ็นต์ของการค้าโลก ฉะนั้นถ้าประเทศไหนไม่อยากตกขบวนก็ขอให้เข้าร่วม นักธุรกิจสหรัฐยอมรับตรงๆว่าเป็นเรื่องสำคัญที่กำลังทำงานกับรัฐบาลสหรัฐ และพูดคุยกับภาคธุรกิจในประเทศต่างๆ เพื่อให้เข้าร่วม TPP ของอาเซียน ที่ร่วมไปแล้วคือสิงคโปร์ และบรูไน ที่กำลังอยู่ระหว่างพูดคุยอยู่คือ เวียดนาม ขณะที่ไทยบอกว่าแสดงความสนใจ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า 

นัดที่สองคือหอการค้าสหรัฐ เรียกย่อๆว่า AmCham (แอมแชม) จากชื่อเต็ม American Chamber of Commerce พบกับคุณ John Murphy (รองประธานด้านนโยบายการต่างประเทศ) และคุณ John Goyer (ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
คุณจอห์น โกเยอร์ และคุณจอห์น เมอร์ฟี่ 

เปิดประโยคแรกมาก็เรียกความสนใจไม่น้อย เมื่อคุณ John Murphy แนะนำตัวว่า “We are lobbyists and we are very proud to do this. The First Amendment protects the rights of freedom and the rights of speech.” คุณจอห์น บอกชัดถ้อยชัดคำว่า AmCham ก็คือ lobbyist (แปลแบบไทยๆ คือกลุ่มวิ่งเต้น) เขาบอกว่าภูมิใจกับการทำงานนี้ และ First Amendment ของสหรัฐปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการพูด ฉะนั้นการทำงานเป็นนักวิ่งเต้นเป็นเรื่องถูกกฎหมาย และทำได้อย่างโปร่งใส

คุณ John Murphy เสริมด้วยว่าคนมักจะมองว่า lobbyist แย่ไปซะหมด ทำทุกอย่างเพื่อเงินและผลประโยชน์ของตนเอง แต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะ lobbyist ดีๆก็มีมาก ที่ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือรัฐบาลในเรื่องการสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจเพื่อเอื้อต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

AmCham มีอายุยาวนานไม่ต่ำกว่า 101 ปีและเป็นกลุ่มที่รวบรวมธุรกิจใหญ่ในสหรัฐที่ติดอันดับ Fortune 1000 มากที่สุด

วิธีการทำงานของ lobbyist คือพูดคุยกับทุกฝ่ายทั้งสมาชิกสภาคองเกรส ฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิจัย ตัวแทนต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับวาระแต่ละเรื่องว่าต้องการผลักดันทำงานเรื่องอะไร และวิธีการล๊อบบี้แต่ละเรื่องแตกต่างกันออกไปเช่นกัน อีกหนึ่งหนทางคือการเขียนบทความต่างๆลงสื่อ โดยเฉพาะในหน้า op-ed  เพื่อผลักดันวาระต่างๆ  TPP เป็นเรื่องเร่งด่วนของ AmCham เช่นกัน
จากซ้าย คุณวิรไท สันติประภพ  คุณจอห์น โต๊ะ มาเลเซีย ณัฏฐา โกมลวาทิน
คุณจอห์น โกเยอร์  คุณตวน และคุณ ติน จากเวียดนาม 

หอการค้าสหรัฐมองว่าการค้าเป็นเรื่องสำคัญมาก และถ้าสหรัฐดึงประเทศต่างๆเข้าร่วม TPP ได้มากก็จะยิ่งส่งเสริมการค้าโลก และจะกลับไปสร้างงานให้คนอเมริกันมากขึ้นด้วย คุณเมอร์ฟีย์ระบุ
คุณ Murphy ระบุว่าแม้ AmCham อาจจะดูเหมือนเข้าข้างพรรครีพับลิกัน แต่ที่จริงทำงานกับทั้งสองพรรค และต้องการวางแนวทางพูดคุยได้กับทุกฝ่าย บอกชัดๆอีกเช่นกันว่าไม่เห็นด้วยกับ “Obamacare” แต่ไม่เห็นด้วยที่พรรครีพับลิกันพยายามขัดขวางไม่ให้เพิ่มเพดานชำระหนี้


ตรงไปตรงมาอย่างมากสำหรับผู้ที่เรียกตนเองว่า “lobbyist” ท่านนี้  

คุยจบ 2 นัด เตรียมตัวออกเดินทางสู่มหานครนิวยอร์ค  รถไฟตรงเวลา และสะอาด มี wi-fi มีปลั๊กไฟให้บริการอย่างเต็มที่ ตั๋วก็แพงสมคุณภาพ เที่ยวเดียวราคา 120 ดอลลาร์สหรัฐ ...นั่่งเพลินๆ 4 ชั่วโมงถึงนิวยอร์คแล้ว //


Times Square, here I come! 

 

10.10.13

บันทึก EF2013 จาก DC เยือน ASPEN CSIS และ พบนักการเมืองหญิงมะกัน

9 ตุลาคม 2556 
Washington DC

สามนัดสำหรับวันนี้ค่ะ

นัดแรกที่ Aspen Institute http://www.aspeninstitute.org/  องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ 1950 เพื่อส่งเสริมผู้นำ และการพูดคุยเพื่อสรรค์สร้างการศึกษา และการพัฒนาวางโนยบายต่างๆเพื่อสังคม เมื่อเอ่ยชื่อ Aspen หลายท่านคงนึกถึงคุณ Walter Isaacson  นักข่าว นักเขียนชื่อดังที่เขียนหนังสือประวัติ “Steve Jobs” ที่ผู้คนติดใจกันทั้งบ้านทั้งเมือง
พบคุณ Amy Garmer จาก Aspen Institute 
วันนี้พบกับคุณ Amy Korzikc Garmer ผู้อำนวยการโครงการสื่อ การสื่อสารและสังคม  งานที่คุณเอมี่กำลังบุกเบิกอย่างหนักก็คือการพัฒนาห้องสมุดสาธารณะในสหรัฐ และกระตุ้นให้บรรณารักษณ์ทำงานให้ทันสมัยมากขึ้นในโลกยุคสื่อดิจิตอล ที่จะมองห้องสมุดหลุดกรอบจากโลกภายนอกต่อไปไม่ได้แล้ว และเห็นว่าในยุคที่การสื่อสารผ่านสื่อสังคมกำลังเติบโต ผู้สูงอายุจำนวนมากในสหรัฐ ไม่ต่ำกว่า 68% ของผู้สูงอายุโดยรวมขาดทักษะที่จะใช้อินเตอร์เนต และสื่อสังคม ซึ่งจะยิ่งถูกตัดขาดจากโลกภายนอก โครงการของสถาบัน Aspen กำลังมุ่งพัฒนาห้องสมุดสาธารณะ เพื่อให้คนในท้องถิ่นเข้าถึงมากขึ้น และโครงการแบบนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร และแหล่งค้นคว้าให้ผู้สื่อข่าวในระดับท้องถิ่นด้วย โอกาสที่จะสร้างงาน สร้างความสัมพันธ์ในชุมชนจะเกิดขึ้นได้ผ่านห้องสมุดสาธารณะ   

แนวคิดน่าสนใจมาก เพราะว่าบรรณารักษ์ยุคปัจจุบันจะไม่สามารถทำงานกับหนังสือที่จับต้องได้ อยู่กับหิ้งหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องเร่งปรับตัว และพัฒนาทักษะในการคัดกรองข้อมูล จัดเรียงหมวดหมู่ และสื่อสารให้ผู้ใช้ห้องสมุดเข้าใจความหลากหลาย และ “คว้า” ข้อมูลที่มากมายมาให้ตรงความต้องการของผู้ใช้แต่ละคนมากที่สุด
โครงการนี้เตรียมที่จะเชื่อมผู้สื่อข่าวในระดับพื้นที่ ระดับท้องถิ่นให้ได้มีพื้นที่ทำงานมากขึ้นเช่นกัน ทุกวันนี้สถานีโทรทัศน์เครือข่ายระดับท้องถิ่นในสหรัฐล้มหายตายจากไปเยอะ ผู้สื่อข่าวระดับท้องถิ่นต้องปรับตัวอย่างมากเพื่อสร้างงานให้กับตนเอง และอาจจะช่วยเสริมหน้าที่สร้างความสัมพันธ์กับคนในสังคมได้มากขึ้น

โดยรวมคือทั้งบรรณารักษ์ ทั้งผู้สื่อข่าว ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องทำงานกับข่าวสารข้อมูลต้องเร่งปรับตัว หันมาเอาใจใส่กับชุมชนมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องเร่งสร้างเครือข่าย สร้างพันธมิตรกับคนต่างอาชีพ ต่างองค์กรมากขึ้นเช่นกัน แนวทางการทำงานเปลี่ยนไป จะอยู่เฉพาะในอาชีพตน และมองเฉพาะงานของตนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คำถามใหญ่คือนักข่าวจะ “คงความเป็นนักข่าว ในโลกยุคสังคมเครือข่ายอย่างไร” อย่างที่เราทราบกันดีทุกวันนี้ผู้คนรายงานข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่าง facebook และ twitter กันตลอดเวลา น่าคิดว่านักข่าวจะรักษาความเป็น “มืออาชีพ” อย่างไร

คำถามนี้ที่จริงคุยกันมานานมากในช่วง 2-3 ปีหลัง มหาวิทยาลัยต่างที่สอนสาขานิเทศศาสตร์ การสื่อสารมวลชน และคนทำสื่อคุยกันไม่น้อยเรื่องมาตรฐานวิชาชีพในโลกยุคที่ทุกคนเป็นนักข่าวได้  คำตอบคงไม่ได้ตายตัว แต่ที่พอจะมองเห็นคือการสร้าง “พันธมิตร” ในระดับหน่วยงาน ระดับองค์กรมากขึ้น โดยคุณเอมี่ ระบุว่าในช่วง 8-10 ปีที่ผ่านมาได้เห็นการปรับตัวในทิศทางนี้ชัดเจนขึ้นมาก สื่อใหญ่ที่มองว่าอยู่ได้ตัวคนเดียวจะไม่ยอมทำงานร่วมกับใคร เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเป็นอย่างนั้นไม่ได้แล้ว ตอนหลังจะได้เห็นความร่วมมือในลักษณะพันธมิตรระหว่างต่างสื่อ ต่างค่ายมากขึ้น และรูปแบบการแข่งขันเปลี่ยนไปเช่นกัน และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะดึงพลเมือง หรือสร้าง “civic engagement” ในการรับรู้ข่าวสาร เพื่อสรรค์สร้างการเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน นักข่าว บรรณารักษ์ ต้องปรับตัว คนรับสื่อที่กลายเป็นคนส่งสื่อก็ต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน เป้าหมายคือพัฒนาทักษะ กลั่นกรองความคิด เพื่อให้คนมีความรู้มากขึ้น รู้ทัน ปรับตัว และอยู่รอดในโลกปัจจุบันได้เท่าทันขึ้น

นัดที่สองห่างกันประมาณเดิน 8 นาที มาที่สำนักงาน Center for Strategic and International Studies (CSIS) พบกับคุณ Ernie Bower นักคิดที่ศึกษาเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาถึง 30 ปี
CSIS http://csis.org/ เป็นแหล่งนักคิด และติดตามนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐ เป็นเวปที่ฉันเข้าไปติดตามอ่านบทความอยู่บ่อยๆ และมักจะมีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

คุณ Ernie Bower, Center for Strategic and International Studies (CSIS)
คุณเออร์นี่ ระบุว่าน่าเสียดายอย่างมากที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ต้องยกเลิกการไปเยือนเอเชีย เพราะเจอปัญหา Governme  Shutdown ในบ้าน และเป็นที่น่ากังวลว่าบทบาทของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะแผ่วลงมากจากนี้ไป และอาจจะยิ่งเปิดทางให้จีน เร่งขับเคลื่อนอย่างเร็วมากขึ้น

แต่คุณเออร์นี่ระบุว่าสหรัฐไม่มีทางที่จะเหินห่างจากเอเชีย-แปซิฟิค เพราะว่าโอบามาคือ “Pacific President” ตัวจริง ที่เชื่อจริงในเรื่องความสำคัญของภูมิภาค ที่น่าเสียดายคือการเดินทางไปเยือนเอเชียหลายครั้งต้องชะงักไปเพราะปัญหาภายในบ้าน โดยรวมเป็นครั้งที่สามแล้ว ที่ต้องยกเลิกไปเยือนอินโดนีเซียกะทันหัน คำถามที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปในหมู่ผู้นำเอเชียแปซิฟิค ซึ่งรวมถึงอาเซียนด้วยคือ สหรัฐจะคงบทบาทนำในเอเชียแปซิฟิคได้จริงอย่างที่ประกาศไว้หรือว่าต้องการเป็น “Pivot of Asia”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนและสหรัฐ ต่างดูเชิงกันอย่างมากในภูมิภาคนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อปี 2009 เมื่อจีนลาก 9 จุด ในน่านน้ำบริเวณทะเลจีนใต้เพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำ และกำลังเป็นข้อพิพาทกันอยู่ในขณะนี้ เรื่องนี้สร้างความกังวลให้สหรัฐไม่น้อย

ขณะที่สหรัฐเจอศึกหนักในบ้าน เรื่องการทหารในอัฟกานิสถาน และอิรัก ก็หมดเปลืองไปเยอะ ทำให้สหรัฐเหมือนติดหล่มในบ้านตัวเอง ยิ่งกำลังเจอปัญหา Government Shutdown ยิ่งชัดมากขึ้นว่าปัญหาการเมืองภายในไม่ได้ยกระดับสถานะของสหรัฐในระดับระหว่างประเทศ

คุณเออร์นี่ยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้กลัวว่า Asean จะไปรักกับจีนมากเกินไป แต่เป็นความรู้สึกเป็นห่วงมากกว่า เพราะว่าการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน

สถานการณ์ในไทยยังน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา และน่าเป็นห่วงมากเมื่อเทียบกับอาเซียนโดยรวม การเมืองไทยกำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต่างชาติติดตามอย่างใกล้ชิด และยังไม่เห็นทางออกในอนาคตอันใกล้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศจะมีทางออกอย่างไร คุณเออร์นี่ยอมรับว่าความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐ แม้จะครบ 180 ปี แต่ดูเหมือนจืดๆ ชืดๆ ไม่มีพลัง  ไม่มีชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง
ปัญหาใหญ่อยู่ที่การเมืองในประเทศของสหรัฐที่เจ้าของบ้านคงกังวลไม่น้อยเช่นกัน และจะว่าไปสหรัฐ และไทยอาจจะคล้ายคลึงกันมากในจุดนี้ ที่การเมืองในบ้านกำลังฉุดรั้งประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่เห็นว่าจะข้ามพ้นอย่างไร

คุณ Chellie Pingree สมาชิกสภาคองเกรสจาก "Maine" 
นัดที่สามกับ ส.ส.หญิงสหรัฐ จาก “Maine” คุณ Chellie Pingree
มีเวลาคุยกับ EF Fellows ไม่นานนัก แต่พอจะได้มีเวลาอธิบายว่า ส.ส.สหรัฐ แต่ลคะจะได้รับงบประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสภาคองเกรส เพื่อนำไปทำกิจกรรมการเมือง จ้างบุคลากรทำแคมเปญทางการเมือง เป็นงบประมาณที่อาจจะแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับพื้นที่ ส.ส. และจะต้องคุมงบประมาณให้อยู่ในวงนี้ ส.ส.แต่ละคนจ้างพนักงานกี่คนก็ได้ แต่สูงสุดได้ 18 คน และจะมีสำนักงานกี่แห่งก็ได้ตามกำลังที่จะจัดการได้ ขณะที่เงินทุนจากพรรคจะได้ในช่วงการเลือกตั้ง

ปัญหาเรื่อง Government Shutdown บอกว่าน่าปวดหัวมาก และยอมรับตรงๆว่าเป็นเกมการเมืองที่ไม่มีฝ่ายไหนยอมอ่อนข้อให้แก่กัน จึงยังเป็นปัญหาอยู่ และ แม้ ส.ส. อยากจะให้จบ การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับผู้บริหารระดับสูงของพรรค สรุปสั้นๆบอกว่าตอนนี้คือความขัดแย้งระหว่าง “ประธานาธิบดีโอบามา และประธานสภาคองเกรส ซึ่งอยู่ต่างพรรคกัน”

ยังไม่แน่ใจว่าจะยืดเยื้อ คุยกันไม่รู้เรื่องจนสหรัฐต้องผิดชำระหนี้ในวันที่ 17 ตุลาคมหรือไม่!

ส.ส. ยังบอกว่าไม่มีทางออก คนมะกันบอกว่าหงุดหงิดมากแล้วกับเกมการเมืองเช่นนี้ //